มีการรายงานถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการผลิตเครื่องปั้นดินเผาไปตลอดกาล ที่สถาบันวิจัยเซรามิกแห่งชาติ จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ทีมวิจัยภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.วิภาดา วัฒนศิลป์ ได้เปิดเผยถึงการพัฒนา “ดินเซรามิกต้นแบบอัจฉริยะ” ที่สามารถเปลี่ยนสีและลวดลายได้ตามอุณหภูมิที่แตกต่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการเคลือบแบบดั้งเดิม
โครงการวิจัยนี้ใช้เวลากว่า 5 ปี ในการพัฒนาส่วนผสมของดินเหนียวพิเศษที่ถูกฟิวชั่นกับนาโนเทคโนโลยี ทำให้ได้ดินที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นและความคงทนต่อความร้อนสูง การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการทำเครื่องปั้นดินเผา แต่ยังเปิดโอกาสให้นักออกแบบและช่างฝีมือสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีมิติและลูกเล่นใหม่ๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน จินตนาการถึงถ้วยกาแฟที่เปลี่ยนลวดลายได้ทุกครั้งที่คุณเติมเครื่องดื่มอุ่นๆ ลงไป
ความน่าสนใจของ “ดินเซรามิกต้นแบบอัจฉริยะ” นี้อยู่ที่ศักยภาพในการปฏิวัติกระบวนการผลิตงานฝีมือแบบเดิมๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่มักจะใช้ “แป้นหมุน” และ “เตาเผา” แบบดั้งเดิมเป็นหลัก ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ ช่างปั้นสามารถมุ่งเน้นไปที่การออกแบบรูปทรงและการใช้งานได้มากขึ้น ขณะที่เรื่องของสีสันและลวดลายสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างง่ายดายหลังจากกระบวนการขึ้นรูปและเผาเสร็จสิ้น ซึ่งสามารถช่วยลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ การค้นพบครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อแนวคิดเรื่องความยั่งยืน การใช้ดินเซรามิกอัจฉริยะนี้ช่วยลดการใช้สารเคมีในกระบวนการเคลือบ และสามารถออกแบบให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น เนื่องจากสามารถ “รีเฟรช” ลวดลายได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ดร.วิภาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เครื่องปั้นดินเผาไม่ได้เป็นแค่ภาชนะ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์และบริบทการใช้งาน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์กระแสโลกที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและปรับเปลี่ยนได้
ผลจากการค้นพบนี้คาดการณ์ว่าจะจุดประกายให้เกิดการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีใน “เวิร์คช็อปการทำเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกสำหรับผู้เริ่มต้น” ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการฝึกอบรมช่างฝีมือรุ่นใหม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ อีกทั้งยังอาจเกิดการจัดแสดงผลงานและนิทรรศการที่นำเสนอเครื่องปั้นดินเผาในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งจะดึงดูดผู้สนใจที่เคยสงสัยว่า “เรียนปั้นดินที่ไหนดี?” ให้หันมาสนใจเทคนิคการปั้นดินเผาแห่งอนาคตนี้มากยิ่งขึ้น เป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ที่เครื่องปั้นดินเผาจะมีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้นกว่าที่เคย